ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าอิหร่านจะต้องชดใช้จากการที่ทหารอเมริกันสามนายเสียชีวิตในเหตุการณ์ความขัดแย้งล่าสุด ส่งผลให้นักลงทุนกังวลต่อสถานการณ์ตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.3 มาอยู่ที่ 89.22 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสปรับตัวขึ้นร้อยละ 0.9 มาอยู่ที่ 83.23 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ประธานาธิบดีทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ยืนยันว่า อิหร่านจะต้องเผชิญกับผลลัพธ์จากการกระทำดังกล่าวอย่างสาสม โดยมีการสั่งการไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงครามและประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมให้เตรียมพร้อมรับมือ แม้ว่าก่อนหน้านี้ราคาน้ำมันจะลดความร้อนแรงลงบ้างหลังจากที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านระบุว่าอาจมีความเป็นไปได้ที่จะกลับมาเจรจากับสหรัฐฯ อีกครั้ง
ความตึงเครียดในภูมิภาคยังขยายตัวไปถึงสถานการณ์ในทะเล เมื่อกลุ่มฮูตีในเยเมนซึ่งเป็นพันธมิตรของอิหร่านได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบีย ซึ่งการเคลื่อนไหวนี้อาจส่งผลกระทบซ้ำเติมต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำมันโลก เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซและช่องแคบบับเอลมันเดบเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งน้ำมัน ซึ่งกลุ่มฮูตีได้ขู่ว่าจะปิดเส้นทางดังกล่าวเพื่อขัดขวางการส่งออก
ด้านสถานการณ์การสู้รบยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยสหรัฐฯ ได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านติดต่อกันเป็นคืนที่เก้าเพื่อตอบโต้การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่อิหร่านเองก็ได้ตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธใส่โรงไฟฟ้าและโรงกลั่นน้ำในคูเวต ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นจนแตะระดับ 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอนอีกครั้ง
นักวิเคราะห์จาก Energy Aspects เตือนว่าหากสถานการณ์การขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงชะงักงัน ประกอบกับระดับน้ำมันสำรองทั่วโลกที่ลดลง อาจผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ในอนาคตอันใกล้ แม้ว่าในขณะนี้ตลาดส่วนใหญ่อาจจะยังคงมองสถานการณ์ในเชิงบวกเกินไปก็ตาม