เรือสินค้าหลบเลี่ยงการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซหลังความขัดแย้งพุ่งสูงขึ้น
การจราจรทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มบังคับใช้มาตรการปิดล้อมทางนาวีต่ออิหร่าน ส่งผลให้เจ้าของเรือพาณิชย์จำนวนมากตัดสินใจหลีกเลี่ยงเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัยท่ามกลางสถานการณ์การสู้รบที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน
ข้อมูลจาก Lloyd's List Intelligence ระบุว่าจำนวนเรือที่แล่นผ่านช่องแคบดังกล่าวลดลงถึงร้อยละ 66 ในช่วงสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 20 กรกฎาคม โดยเฉพาะเรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นหัวใจหลักในการขนส่งพลังงานทั่วโลก มียอดการเดินทางลดลงเหลือเพียง 30 เที่ยวจากเดิม 90 เที่ยวในสัปดาห์ก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการกำลังทบทวนความเสี่ยงในการเดินเรือผ่านอ่าวเปอร์เซียอย่างหนัก
แนวโน้มการชะลอตัวนี้ได้ทำลายความหวังจากการหยุดยิงในช่วงกลางเดือนมิถุนายนที่เคยทำให้สถานการณ์เริ่มกลับสู่ภาวะปกติชั่วคราว ปัจจุบันเส้นทางดังกล่าวแทบจะไร้ความเคลื่อนไหว แม้จะยังคงมีเรือบางส่วนที่ตัดสินใจเดินเรืออยู่บ้าง แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่ากิจกรรมการเดินเรือจะมีลักษณะขึ้นๆ ลงๆ ตามระดับความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา
ข้อมูลจาก S&P Global ยืนยันสถานการณ์เดียวกันโดยพบว่าเรือส่วนใหญ่ที่ยังคงแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซมักเป็นเรือที่มีความเกี่ยวข้องกับอิหร่านหรือเรือที่ถูกคว่ำบาตร ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการขนส่งรายใหญ่ระดับสากลยังคงลังเลที่จะกลับมาใช้เส้นทางนี้เนื่องจากขาดความมั่นใจในความปลอดภัย
นักวิเคราะห์ด้านพลังงานเตือนว่า หากความขัดแย้งยังคงยืดเยื้อหรือมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาค อาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกให้พุ่งสูงขึ้นไปแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้อีกครั้ง เนื่องจากการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นปัจจัยสำคัญต่ออุปทานน้ำมันหนึ่งในห้าของปริมาณการบริโภคทั่วโลก