ย้อนรอยเหตุการณ์ดัชนีดาวโจนส์ร่วงหนักและแนวโน้มตลาดในอนาคต
ดัชนีดาวโจนส์เพิ่งเผชิญกับการปรับตัวลดลงกว่า 1,000 จุด หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิม ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้นเกือบแตะ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเหตุการณ์การร่วงลงรุนแรงในลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วถึง 9 ครั้งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
จากการวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังพบว่า แม้ในสัปดาห์แรกหลังจากที่ดัชนีร่วงลงกว่า 1,000 จุด ตลาดมักจะมีแนวโน้มปรับตัวลดลงต่อเนื่องเฉลี่ย 1.14 เปอร์เซ็นต์ แต่ในระยะเวลาหนึ่งเดือนถัดมา ตลาดมักจะฟื้นตัวกลับมาเป็นบวกได้เกือบ 2 เปอร์เซ็นต์ และเมื่อครบสามเดือน ผลตอบแทนเฉลี่ยอาจพุ่งสูงขึ้นไปถึง 9.1 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
หากย้อนดูประวัติศาสตร์ในช่วงปี 2025 เคยเกิดการร่วงหนักจากการประกาศมาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งสร้างความกังวลเรื่องสงครามการค้า นอกจากนี้ในช่วงปี 2022 ตลาดหุ้นยังเผชิญกับแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงและการเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนจนเกิดความกังวลว่าจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย
สำหรับเหตุการณ์สำคัญในปี 2024 ตลาดหุ้นได้รับผลกระทบจากรายงานตัวเลขการจ้างงานที่อ่อนแอและความผันผวนของตลาดหุ้นญี่ปุ่น รวมถึงการที่เฟดดำเนินนโยบายปรับลดดอกเบี้ยด้วยความระมัดระวัง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อความผันผวนของดัชนีดาวโจนส์ในแต่ละช่วงเวลาที่ผ่านมา
ในปัจจุบัน นักลงทุนกำลังกังวลกับท่าทีของเฟดที่ยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ท่ามกลางปัญหาเงินเฟ้อที่ยังสูงกว่าเป้าหมาย ประกอบกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กรณีอิหร่านที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น โดยผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าจากบทเรียนในอดีต ผลกระทบจากการดิ่งลงอย่างรุนแรงในครั้งนี้อาจยังคงสร้างแรงกดดันต่อตลาดไปได้อีกระยะหนึ่ง