สหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากบราซิล 25 เปอร์เซ็นต์
รัฐบาลสหรัฐอเมริกาประกาศมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศบราซิลในอัตรา 25 เปอร์เซ็นต์ โดยมาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคมนี้เป็นต้นไป หลังจากที่การเจรจาระหว่างสองประเทศประสบความล้มเหลว การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นภายใต้กฎหมายการค้ามาตรา 301 ซึ่งเป็นการตอบโต้สิ่งที่สหรัฐฯ มองว่าเป็นการดำเนินนโยบายทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของบราซิล
สาเหตุสำคัญของการใช้มาตรการนี้มาจากการที่ทางการบราซิลมีคำสั่งให้บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของสหรัฐฯ เช่น เมตา กูเกิล และแพลตฟอร์มเอ็กซ์ ลบเนื้อหาทางการเมืองบางส่วนและระงับบัญชีของผู้ใช้งานที่เป็นชาวอเมริกัน นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังหยิบยกประเด็นเรื่องการให้สิทธิพิเศษทางภาษีแก่เม็กซิโกและอินเดีย ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาที่อ่อนแอ และการสร้างอุปสรรคทางการค้าในตลาดเอทานอลมาเป็นเหตุผลประกอบในการพิจารณา
อย่างไรก็ตาม มาตรการภาษีใหม่นี้จะมีข้อยกเว้นสำหรับสินค้าบางประเภท เช่น เนื้อวัว น้ำส้ม อากาศยานและชิ้นส่วน รวมถึงผลิตภัณฑ์พลังงานบางรายการ เพื่อลดผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานที่จำเป็น โดยเจ้าหน้าที่ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ระบุว่าความเคลื่อนไหวนี้มีความจำเป็นเพื่อสร้างความเท่าเทียมและเป็นธรรมให้กับแรงงานและภาคธุรกิจของสหรัฐฯ ในขณะที่มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของประธานาธิบดีลูอิส อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ว่าขาดความจริงใจในการเจรจา
ในส่วนของท่าทีจากบราซิล ประธานาธิบดีลูลาได้แสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจนต่อข้อเสนอดังกล่าวและยืนยันว่าบราซิลไม่สามารถยอมรับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมจากสหรัฐฯ ได้ สถานการณ์ดังกล่าวยังส่งผลกระทบไปถึงบรรยากาศทางการเมืองภายในประเทศบราซิล เนื่องจากกำลังจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ โดยมีการกล่าวหากันไปมาระหว่างรัฐบาลปัจจุบันกับฝ่ายค้านเกี่ยวกับบทบาทในการเจรจาที่ล้มเหลวครั้งนี้
นอกจากมาตรการภาษี 25 เปอร์เซ็นต์ที่ประกาศออกมาแล้ว ขณะนี้สหรัฐฯ ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบประเด็นการบังคับใช้แรงงานในบราซิลเพิ่มเติม ซึ่งอาจนำไปสู่การเรียกเก็บภาษีเพิ่มอีก 12.5 เปอร์เซ็นต์หากพบความผิดปกติ โดยคาดว่าจะมีการตัดสินใจอย่างเป็นทางการในสัปดาห์หน้า ซึ่งต้องจับตาดูต่อไปว่าความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองประเทศนี้จะคลี่คลายลงได้ในอนาคตอย่างไร