ภาวะยอดขายสินค้าอุปโภคบริโภคในสหรัฐฯ ชะลอตัวลงอย่างหนัก
สถานการณ์ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคในสหรัฐอเมริกากำลังเผชิญกับภาวะชะลอตัวอย่างชัดเจน โดยข้อมูลวิเคราะห์จาก Bain & Company ร่วมกับ NielsenIQ พบว่าผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าจำนวนน้อยลงกว่าปีที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งยอดขายในเชิงปริมาณที่ลดลงนั้นเริ่มส่งผลกระทบมากกว่าการปรับขึ้นราคาสินค้า ทำให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมได้รับแรงกดดันมากขึ้น
สาเหตุสำคัญที่ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปเกิดจากปัจจัยกดดันรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่สูงขึ้นกว่าปี 2019 ถึง 33 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้น และการปรับลดสิทธิประโยชน์ในโครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยอย่าง SNAP ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อของครัวเรือน ทำให้ผู้บริโภคทั้งกลุ่มรายได้น้อยและกลุ่มรายได้สูงต่างต้องหันมาปรับตัวและเปรียบเทียบราคามากขึ้น
ผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคระบุว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่พยายามลดการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยร้อยละ 56 ของผู้ที่ลดงบประมาณเลือกเปลี่ยนไปซื้อสินค้าที่มีราคาถูกลงหรือแบรนด์ทางเลือก ในขณะที่ร้อยละ 49 เลือกที่จะซื้อสินค้าจำนวนน้อยชิ้นลง และร้อยละ 44 หันไปพึ่งพาการใช้คูปองหรือโปรโมชั่นส่วนลดต่างๆ มากขึ้นเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย
แนวโน้มดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น เป๊ปซี่โค ที่รายงานว่าความต้องการสินค้าในอเมริกาเหนืออ่อนตัวลงอย่างมาก จนทำให้บริษัทต้องหันไปใช้กลยุทธ์การจัดโปรโมชั่นมากขึ้นเพื่อดึงดูดใจผู้บริโภคที่เริ่มอ่อนไหวต่อราคาสินค้า ในขณะที่ค้าปลีกยักษ์ใหญ่เช่น วอลมาร์ท และ โครเกอร์ ต่างเร่งปรับลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานเพื่อรักษาฐานลูกค้า
ในปัจจุบัน ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้กำลังพยายามอย่างหนักเพื่อพลิกฟื้นการเติบโตของปริมาณการขายแทนที่จะพึ่งพาเพียงมูลค่าจากการปรับขึ้นราคาเพียงอย่างเดียว โดยกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยรักษาความได้เปรียบคือการตั้งราคาที่แข่งขันได้ในสินค้าจำเป็น และการสร้างความเชื่อมั่นผ่านโปรแกรมสมาชิกหรือสินค้าเฮาส์แบรนด์ เพื่อสร้างความคุ้มค่าที่ผู้บริโภคสามารถสัมผัสได้จริงในสถานการณ์เศรษฐกิจเช่นนี้