📡 ข่าวล่าสุด
Analyzing latest trends...

เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ยืนยันความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายการเงิน

เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ได้เข้าให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภา โดยเขาปฏิเสธที่จะเปิดเผยว่าได้สนทนาโดยตรงกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งหรือไม่ แต่เขายอมรับว่ามีการติดต่อสื่อสารกับรัฐบาลชุดปัจจุบันอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งวอร์ชยืนยันว่าการติดต่อดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ของเขาแต่อย่างใด

ในช่วงเริ่มต้นการดำรงตำแหน่ง 7 สัปดาห์ วอร์ชกำลังเผชิญกับความท้าทายในการบริหารจัดการนโยบายอัตราดอกเบี้ยท่ามกลางความคาดหวังของตลาดและความต้องการของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ต้องการให้ดอกเบี้ยลดลง โดยวอร์ชย้ำต่อหน้ารัฐสภาว่าความเป็นอิสระของเฟดเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเป็นรากฐานสำคัญของความน่าเชื่อถือในการตัดสินใจเชิงนโยบายเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

ในด้านสถานการณ์เงินเฟ้อ วอร์ชระบุว่าข้อมูลเงินเฟ้อที่ปรับตัวลดลงในเดือนมิถุนายนเป็นสัญญาณที่ดี แต่เขายังคงมีความระมัดระวังและมองว่าตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงมาตรวัดที่ไม่สมบูรณ์ ขณะนี้วอร์ชได้จัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อทบทวนแนวทางการวิเคราะห์เงินเฟ้อและการจัดการงบดุลของเฟดใหม่ ซึ่งประเด็นนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงและมีความเห็นต่างกันภายในคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด

ความสัมพันธ์ระหว่างวอร์ชและกระทรวงการคลังเป็นไปอย่างใกล้ชิด โดยเขายังคงรักษาธรรมเนียมการรับประทานอาหารเช้าร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สกอตต์ เบสเซนต์ เป็นประจำทุกสัปดาห์ และมีการติดต่อสื่อสารกันบ่อยครั้งกว่าในอดีต ซึ่งวอร์ชอธิบายว่าการหารือเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานที่เขาจะยังคงเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องอัตราดอกเบี้ยด้วยตนเองโดยอิสระ

แม้จะมีการตั้งคำถามจากสมาชิกวุฒิสภาถึงความถี่ในการติดต่อสื่อสารกับทำเนียบขาว แต่ประธานเฟดได้ชี้แจงว่าการรับสายโทรศัพท์จากประธานาธิบดีหรือประธานคณะกรรมาธิการไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล โดยเขายังคงมุ่งมั่นที่จะรักษาความเป็นกลางและเดินหน้าดำเนินนโยบายตามกรอบของกฎหมายเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

💬 AI Content Assistant

Ask me anything about this article.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

โคตรโกง ตำรับโกง ที่ไม่อยากให้ท่านถูกโกง PDF

AXA ยักษ์ใหญ่ด้านการประกันภัย ถูก Ransomware ขโมยข้อมูลสำคัญ 3 TB

ปัญหาการขาดแคลนชิปทำให้ราคาเทคโนโลยีสูงขึ้นโดยเฉพาะจากทีวี