สงครามอิหร่าน: ทรัมป์ส่งทหารเพิ่มหวังบีบให้เจรจา แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนอาจได้ผลเสีย
สหรัฐอเมริกาเตรียมส่งทหารหลายพันนายเสริมไปยังตะวันออกกลาง ท่ามกลางสถานการณ์สงครามกับอิหร่านที่ดำเนินมาเกือบหนึ่งเดือน การเคลื่อนกำลังทหารครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การบุกโจมตีภาคพื้นดิน แต่เป็นการใช้ "การทูตเชิงบังคับ" เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในการกดดันให้อิหร่านกลับมาเจรจาต่อรอง
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังส่งสัญญาณว่าอิหร่านต้องยอมทำข้อตกลงในตอนนี้ หรือเผชิญกับผลกระทบที่รุนแรงยิ่งขึ้นในอนาคต การเสริมกำลังทหารจึงเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับทรัมป์ ไม่เพียงแต่สำหรับการโจมตี แต่ยังรวมถึงการต่อรองจากจุดแข็ง อย่างไรก็ตาม การเจรจาเพื่อหาทางออกอย่างสันติระหว่างวอชิงตันและเตหะรานยังคงเป็นไปได้ยาก โดยทั้งสองฝ่ายต่างยืนยันว่าตนเองได้เปรียบและกล่าวหาอีกฝ่ายว่ากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวัง
สหรัฐฯ ได้เสนอแผนสันติภาพ 15 ข้อ ซึ่งเรียกร้องให้มีการยุติโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านอย่างสมบูรณ์ และจำกัดขีดความสามารถของขีปนาวุธของอิหร่านอย่างเข้มงวด ในขณะที่อิหร่านยืนยันว่าจะไม่ยุติความขัดแย้ง เว้นแต่สหรัฐฯ จะจ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม และยอมรับอำนาจอธิปไตยของเตหะรานเหนือช่องแคบฮอร์มุซ ขณะนี้ยังไม่มีการเจรจาอย่างเป็นทางการระหว่างทั้งสองประเทศ และปากีสถานได้เสนอตัวเป็นคนกลางในการเจรจา แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันจากทั้งสองฝ่าย
การส่งทหารเพิ่มเติม รวมถึงหน่วยรบพิเศษอย่างกองพลทหารอากาศที่ 82 อาจช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับทรัมป์ได้ แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะทำให้ความขุ่นเคืองของอิหร่านเพิ่มขึ้น และอาจนำไปสู่การตอบโต้ที่รุนแรงยิ่งขึ้น ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการเสริมกำลังทหารอาจไม่เพียงพอที่จะเอาชนะอิหร่าน ซึ่งได้เตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้ามาเป็นเวลานาน นอกจากนี้ ความขัดแย้งยังอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านพลังงานและอาหาร หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด หรือเกิดการหยุดชะงักในการขนส่งสินค้า