ความหวังลมๆ แล้งๆ เกี่ยวกับข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่านกับผลกระทบต่อตลาดหุ้นและน้ำมัน
รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สร้างกระแสความหวังในตลาดการเงินอีกครั้งเกี่ยวกับการบรรลุข้อตกลงเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงและตลาดหุ้นทะยานสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจริงตามที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งเหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่านับสิบครั้งนับตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเริ่มต้นขึ้นเมื่อห้าเดือนก่อน
นักวิเคราะห์มองว่าตลาดการเงินมีความลำเอียงในการมองโลกในแง่ดีอย่างมาก แม้ว่าในความเป็นจริงสถานการณ์สงครามจะดูเหมือนขยายตัวและไม่มีความคืบหน้าในประเด็นการควบคุมนิวเคลียร์ของอิหร่านเลยก็ตาม นักลงทุนมักตีความคำพูดของประธานาธิบดีทรัมป์ว่าเป็นสัญญาณของการยุติสงครามและการกลับคืนสู่สภาวะปกติ แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าการมองเช่นนั้นเป็นเรื่องที่คาดหวังเกินจริงในสถานการณ์ปัจจุบัน
ความขัดแย้งหลักยังคงอยู่ที่ความแตกต่างในมุมมองเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ โดยอิหร่านต้องการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเดินเรือ ในขณะที่สหรัฐฯ ยืนกรานว่าช่องแคบนี้ต้องเป็นน่านน้ำสากลที่อิสระและไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่าย แม้รัฐมนตรีคลัง สกอตต์ เบสเซนต์ จะเคยให้สัมภาษณ์ว่าอาจมีการบรรลุข้อตกลงได้ในเร็ววัน แต่ดูเหมือนว่าช่องว่างระหว่างทั้งสองฝ่ายยังคงเป็นประเด็นที่หาข้อยุติได้ยาก
ในขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นทำสถิติใหม่จากความคาดหวังดังกล่าว ทางด้านอิหร่านกลับยืนยันว่าไม่มีการเจรจาโดยตรงกับสหรัฐฯ และมองว่าการสื่อสารของทรัมป์เป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองเท่านั้น ทางการอิหร่านยังระบุด้วยว่าการใช้กลยุทธ์กดดันด้วยข่าวสารที่บิดเบือนเป็นวิธีการที่ล้มเหลวในการแก้ไขความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานาน
ท่ามกลางการยืดเยื้อของสงครามและคลังสำรองน้ำมันที่เริ่มลดน้อยลง นักวิเคราะห์เตือนว่าหากทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถประนีประนอมในประเด็นสำคัญได้ ตลาดอาจเผชิญกับความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง หากความเชื่อมั่นในแง่ดีของนักลงทุนเริ่มเสื่อมคลายลงจากความเป็นจริงทางทหารที่รุนแรงขึ้นและความตึงเครียดที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน