สหรัฐฯ เข้าแทรกแซงค่าเงินเยนร่วมกับญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในรอบกว่าสองทศวรรษ
การที่สหรัฐอเมริกาตัดสินใจเข้าร่วมมือกับญี่ปุ่นในการแทรกแซงตลาดเพื่อพยุงค่าเงินเยนที่อ่อนตัวลงอย่างหนักถือเป็นเหตุการณ์สำคัญครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1998 โดยค่าเงินเยนได้ร่วงลงไปแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 40 ปี ส่งผลให้เกิดความกังวลในวงกว้างเกี่ยวกับเสถียรภาพของระบบการเงินญี่ปุ่นและความผันผวนของตลาดการเงินโลก
สาเหตุหลักที่สหรัฐฯ ยอมเข้าแทรกแซงในครั้งนี้เนื่องจากความกังวลว่าหากญี่ปุ่นต้องดำเนินการเพียงลำพัง ญี่ปุ่นอาจจำเป็นต้องเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จำนวนมหาศาลเพื่อระดมเงินทุน ซึ่งญี่ปุ่นถือเป็นผู้ถือครองหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ รายใหญ่ที่สุด การกระทำดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อตลาดตราสารหนี้ของสหรัฐฯ และสร้างความผันผวนให้แก่ดอลลาร์สหรัฐได้
ทั้งสองประเทศได้เน้นย้ำถึงการเข้าถึงเครื่องมือ FIMA Repo ของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ซึ่งช่วยให้ธนาคารกลางต่างชาติสามารถเปลี่ยนสินทรัพย์เป็นสภาพคล่องเงินดอลลาร์ได้โดยไม่ต้องขายพันธบัตรสหรัฐฯ ออกมาในตลาดโดยตรง ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าทางการต้องการหลีกเลี่ยงการเทขายพันธบัตรที่อาจสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนการกู้ยืมในตลาดการเงิน
ในเชิงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นักวิเคราะห์มองว่าความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึงการยกระดับความเป็นพันธมิตรครั้งใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิชิ โดยการเข้าแทรกแซงร่วมกันนี้ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นการแสดงจุดยืนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญในระดับสากลอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนยังคงตั้งข้อสังเกตและแสดงความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการแทรกแซงในระยะยาว โดยเฉพาะกรณีที่มีรายงานว่าสหรัฐฯ เลือกขายเงินยูโรแทนการขายดอลลาร์เพื่อซื้อเงินเยน ซึ่งสร้างความสับสนให้กับตลาด นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังชี้ว่ามาตรการแทรกแซงอาจเป็นเพียงการซื้อเวลาเท่านั้น หากญี่ปุ่นไม่สามารถแก้ไขปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการดำเนินนโยบายการเงินที่แท้จริงได้