กลยุทธ์ของว่าที่ซีอีโอคนใหม่ Best Buy กับการขยายธุรกิจด้วยร้านค้าขนาดเล็ก
Jason Bonfig ว่าที่ซีอีโอคนใหม่ของ Best Buy กำลังเตรียมปรับกลยุทธ์ครั้งสำคัญเพื่อฟื้นฟูผลประกอบการของบริษัท หลังจากที่ยอดขายซบเซามาเป็นเวลาหลายปี โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจเกิดจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลง นวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ชะลอตัว และภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่หดตัว ซึ่ง Bonfig มีแผนที่จะมุ่งเน้นใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การยกระดับสถานะของบริษัททั้งในด้านการค้าปลีกและเทคโนโลยี การขยายช่องทางเข้าถึงลูกค้า การปรับปรุงประสบการณ์ผู้บริโภค และการให้ความสำคัญกับศักยภาพของพนักงาน
หัวใจสำคัญของแผนการฟื้นฟูในครั้งนี้คือการเปิดร้านค้าขนาดเล็กที่มีพื้นที่เพียง 12,000 ถึง 15,000 ตารางฟุต เพื่อให้เข้าถึงตลาดที่ร้านค้าขนาดปกติหรือร้านแฟล็กชิปสโตร์ของบริษัทไม่สามารถเข้าไปเปิดได้ โดย Bonfig มองว่าการมีร้านค้าตั้งอยู่ใกล้ลูกค้ามากขึ้นไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มความถี่ในการเข้ามาใช้บริการที่หน้าร้านเท่านั้น แต่ยังช่วยกระตุ้นพฤติกรรมการซื้อผ่านช่องทางดิจิทัลและแอปพลิเคชันของบริษัทให้เพิ่มขึ้นอีกด้วย
แนวคิดการใช้ร้านขนาดเล็กได้รับแรงบันดาลใจจากผลสำเร็จของ Best Buy ในประเทศแคนาดาที่ทดลองเปิดสาขาขนาดเล็กมาเป็นเวลานาน โดย Bonfig เน้นย้ำว่าร้านขนาดเล็กเหล่านี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทดแทนร้านรูปแบบเดิมที่มีอยู่ แต่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและขยายขอบเขตการให้บริการไปยังพื้นที่ใหม่ๆ ที่เคยเข้าไม่ถึงให้มีประสิทธิภาพและมีความเหมาะสมกับสภาพตลาดของแต่ละพื้นที่มากที่สุด
นอกเหนือจากเรื่องของพื้นที่หน้าร้านแล้ว Bonfig ยังให้ความสำคัญกับการนำปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ ทั้งในด้านการบริการลูกค้าและการบริหารจัดการภายในองค์กร โดยเขามองว่า AI จะเป็นเครื่องมือที่เข้ามาช่วยเสริมศักยภาพให้กับพนักงานที่เป็นหัวใจหลักของบริษัท พร้อมทั้งยืนยันว่าการเปลี่ยนผ่านในครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากกลยุทธ์เดิมเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับแบรนด์ต่อไปในอนาคต