Posts

ภาวะ หัวใจหยุดเต้น กะทันหันขณะออกกำลังกาย หลอดเลือดหัวใจตีบ

Image
  ภาวะ หัวใจหยุดเต้น กะทันหันขณะออกกำลังกาย จากโรค หลอดเลือดหัวใจตีบ เฉียบพลันที่ซ่อนอยู่ไม่รู้ตัว บ่อยครั้งที่เราเห็นข่าวการเสียชีวิตของนักวิ่งหรือนักกีฬาอื่น ๆ ที่เกิดจากหัวใจหยุดเต้นกะทันหันและหัวใจวาย ซึ่งร้อยละ 50 ของคนกลุ่มนี้ไม่เคยรู้ตัวมาก่อนว่ามีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบซ่อนอยู่ อาการของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เฉียบพลันอาจแสดงมากขึ้นในขณะที่หัวใจต้องทำงานหนัก อย่างเช่นระหว่างออกกำลังกาย หรือแม้แต่การทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันที่ส่งผลให้หัวใจทำงานหนักกว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็นการเดินขึ้นบันได มีเพศสัมพันธ์ ออกแรงยกของ ตกใจ หรือแม้แต่หลังการออกกำลังกายก็สามารถเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลันได้ ดังนั้นการตรวจคัดกรองโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจจึงเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด   การตรวจหาความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจก่อนออกกำลังกาย มีวิธีตรวจดังนี้ คือ 1. การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่าการวิ่งสายพาน แต่จะไม่สามารถแสดงผลได้หากมีอาการตีบเพียงเล็กน้อยและหัวใจยังสูบฉีดเลือดได้ดี 2. ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดหัวใจ  อาจพิจารณาทำในบุคคลที่มีความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหั...

พิษจาก พาราเซตามอล ใครว่าธรรมดา

Image
  พาราเซตามอล ในสมัยโบราณมีการใช้เปลือกต้นหลิว willow เป็นยาลดไข้ antipyretic และมีการค้นพบสารเคมีในเปลือกต้นหลิวคือ ซาลิซิน salicins ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นแอสไพริน aspirin ได้ นอกจากนี้ยังค้นพบว่าในเปลือกซิงโคนา cinchona มี ควินิน quinine ที่มีฤทธิ์เป็นยาแก้ไข้ได้ซึ่งต่อมาถูกนำมาใช้เป็นยารักษามาลาเรีย ในปี ค.ศ. 1880 เกิดภาวะขาดแคลนต้นซิงโคนา จึงได้มีคนพยายามที่จะหาทางเลือกสำหรับยาลดไข้ จนมีการค้นพบยาลดไข้ตัวใหม่คือ     • ปี ค.ศ. 1886 พบ อะซิตานิไลด์ (acetanilide)     • ปี ค.ศ. 1887 พบ ฟีนาซิตีน (Phenacetin) ขณะเดียวกันในปี ค.ศ. 1873 ฮาร์มอน นอร์ทรอป มอร์ส (Harmon Northrop Morse) ก็สามารถสังเคราะห์ พาราเซตามอล โดยปฏิกิริยารีดักชั่น พารา-ไนโตรฟีนอล (p-nitrophenol) กับดีบุกในกรดอะซิติก (acetic acid) แต่ก็ยังไม่มีการนำพาราเซตามอลมาใช้เป็นยาลดไข้ จนกระทั่งปี ค.ศ. 1893 ได้มีการตรวจพบพาราเซตามอลในปัสสาวะของผู้ที่ใช้ยาฟีนาซิตีน และยังค้นพบว่าอะซิตานิไลด์ จะถูกเปลี่ยนเป็นพาราเซตามอลในร่างกายก่อนจึงสามารถออกฤทธิ์ลดไข้ได้ในปี ค.ศ. 1899 เนื่องจาก พาราเซตาม...

ทำไม ง่วง เหลือทนหลังรับประทานอาหาร

Image
  คุณเคยสังเกตตัวเองบ้างมั้ยว่า บางวันคุณรู้สึกกระฉับกระเฉง ทำงานทำการได้มากมาย แต่บางวันกลับรู้สึก ง่วง เหลือทนหลังรับประทานอาหาร  และอยากนอนหลับพับไปเลย นั่นอาจเกิดจากอาหารที่คุณรับประทานมา ขโมยพลังไปจากคุณ หากคุณคิดก่อนหยิบอาหารใส่ปากก็จะป้องกันอาการดังกล่าวได้   *กาแฟ  ดื่มกาแฟตอนเช้าโดยที่กระเพาะอาหารยังว่างเปล่าจะทำให้ ง่วง ได้ เพราะหลังจากดื่มกาแฟได้ 30 นาที กาเฟอีนจะเข้าไปในกระแสเลือดและไปที่สมอง ส่งผลให้ออกซิเจนที่ส่งไปยังสมองถูกสกัดกั้น แล้วความง่วงก็จะตามมา *กล้วย  เป็นผลไม้ที่ให้พลังงานอย่างรวดเร็ว ช่วยสลายความเครียด ฮอร์โมนเซโรโทนินและนอร์เอพิเนฟรินจากกล้วย จะช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุข แต่ถ้ารับประทานกล้วยมากเกินไปจ ะทำให้เราเกียจคร้านและไม่อยากขยับเคลื่อนไหวร่างกาย *ช็อกโกแลต  สาร Phenylethylamine ในช็อกโกแลตจะทำให้ง่วงนอน ดังนั้น ช็อกโกแลตจึงเปรียบเสมือนยาที่ช่วยให้นอนหลับ และถ้าหากมีโกโก้ในปริมาณสูงก็จะทำให้รู้สึกมีความสุข

อันตรายและปัญหาทั่วไปจากการดื่ม นม

Image
คนไทยถูกบริษัทขายนมปลูกฝังความคิดว่านมวัวเป็นอาหารที่ดีเลิศ เด็กน้อยจะแข็งแรงตัวสูงและฉลาด ต้องดื่มนมวัว บรรพบุรุษของไทยแต่โบราณไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยนมวัวครับ แต่ใช้น้ำจากอกแม่เลี้ยงดูจนเติบใหญ่ มากกว่า 30 ปี ที่คนไทยโดนหลอกจะด้วยตั้งใจ ไม่ตั้งใจ หรือรู้เท่าไม่ถึงการ ทำให้คนไทยส่วนใหญ่เชื่อว่า นมวัวคืออาหารจำเป็นสำหรับเด็กทุกคนจะขาดเสียไม่ได้ ไม่จริงหรอกครับ ก็แค่โปรตีนกะแคลเซียมในนม อาหารไทยๆของเราอย่างอื่นก็มีครับ น่องไก่1ชิ้นมีโปรตีนมากกว่านม 1 กล่องครับ ไข่ไก่ 1ฟองหรือนมถั่วเหลือง 1กล่อง ก็มีโปรตีนพอๆกับนมวัว 1กล่องครับ แคลเซียมในปลาเล็กปลาน้อย กุ้งแห้ง กุ้งเสียบ มีมากกว่านมเป็น 10 เท่า จากการศึกษาของรพ.จุฬาลงกรณ์ และ รพ.เจริญกรุงประชารักษ์ พบว่าถ้าเทียบอัตราแพ้นมวัวเฉพาะในเด็กทารกกับทารกด้วยกันเองจะพบว่า ตัวเลขของอาการแพ้นมวัวมีมากถึง 50% ของทารกที่ดื่มนมวัว แบลงก้า-มาเรียและคณะ พบว่า เด็กทารกที่มีคนในครอบครัวมีประวัติภูมิแพ้ หากดื่มนมวัวจะมีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้ 20% แต่ถ้าดื่มนมแม่แต่เพียงอย่างเดียว อัตราเสี่ยงต่อภูมิแพ้จะมีเพียง 0.5-1.5% เท่านั้น ในอังกฤษ มีกา...

คำสอนจีนโบราณ คำคมเปลี่ยนชีวิต พิชิตความสำเร็จ

Image
  คำสอนจีนโบราณ คงจะดีหากเราได้เรียนรู้คำสอนของเหล่านักปราชญ์ผู้มองโลกอย่างแยบยล รวมถึงสุภาษิต จีนที่จะทำให้เรามีพลังใจและยังเป็นข้อคิดเตือนใจให้ใช้ชีวิตอย่างมีสติ และนี้คือคำพูดที่สร้างแรงบันดาลใจพิชิตความสำเร็จ ความรีบร้อนมักนำความผิดพลาดมาให้เสมอ ผู้มีความเพียรอย่างแรงกล้า เท่ากับสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง การกล่าววาจากระทบผู้อื่น เหมือนคมมีดกรีดหัวใจ หญิงขี้เกียจกับเตียงที่อบอุ่นย่อมแยกจากกันยาก เรื่องราวของครอบครัวไม่ควรแพร่งพรายออกนอกเรือน คบหากันเพราะรูปโฉม ความงามร่วงโรย ความรักก็สลาย เมื่อฝ่ายหนึ่งไม่ต้องการ ทั้งคู่ก็ย่อมไม่เกิดทะเลาะกัน อยู่บ้านอาศัยพ่อ แต่งงานอาศัยสามี เมื่อเฒ่าอาศัยลูกหลาน จงเอาความรักบุตรภรรยาไปมอบให้แก่บิดามารดา ภรรยาเพื่อน อย่าได้รังแกล่วงเกิน มารดาที่อบรมดีคนเดียวมีค่าเลิศเท่าครูร้อยคน พันคนก็มีเรื่องทุกข์พันอย่าง แต่มีทุกข์ไม่เหมือนกันสักคน ปัจจุบันละเลยเรื่องเล็กน้อย ภายหน้าเสียใจอย่างใหญ่หลวง การพูดจาไม่รู้จักถ่อมตน ธุรกิจก็ยากที่จะประสบผล คนที่ไม่มีรอยยิ้มแย้ม อย่าคิดเปิดทำกิจกรรมการค้า คนต้องมีกิริยาสุภาพ ดุจดอกไม้ต้อ...

ความอัศจรรย์ของ ตัวเลข

Image
ตัวเลข เป็นสัญลักษณ์ที่ใช้แทนจำนวน ซึ่งถูกคิดขึ้นมาก่อน เศษส่วนและทศนิยม ประวัติของตัวเลขเริ่มต้นตั้งแต่ตอนที่มนุษย์รู้จัก "การเทียบสิ่งของด้วยวิธีหนึ่งต่อหนึ่ง" เช่น เทียบสัตว์ 1 ตัว กับ นิ้วมือ 1 นิ้ว บรรพบุรุษของเราไม่มีตัวเลขแต่ก็รู้จักการนับ สิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่คุ้นเคยมักจะถูกนำมาเอามาใช้แทนจำนวนตัวเลข ที่นิยมมากที่สุด คือ นิ้วมือ เช่น นิ้วก้อยแทนหนึ่ง นิ้วนางแทนสอง นิ้วกลางแทนสาม ศอกแทนแปด ไหล่แทนเก้า ไหปลาร้าแทนสิบ นอกจากนี้ยังมีการวาดรูปสัตว์ต่างๆ แทนจำนวนตัวเลขอีกด้วย แต่เมื่อความต้องการที่จะแลกเปลี่ยนสินค้าเพิ่มขึ้น ความต้องการเกี่ยวกับตัวเลขก็มากขึ้นตามไปด้วย การนับโดยใช้นิ้วหรือสิ่งของมาแทนก็ไม่เพียงพอ วิธีการแก้ปัญหาในครั้งแรก คือ การใช้ปกเชือก ซึ่งอาจเรียกระบบปมเชือกนี้ว่าเป็นตัวเลขชุดแรกของมนุษย์ก็ได้ คนโบราณบางแห่งใช้ปมเชือกบันทึกจำนวน เช่น พวกอินคาในอเมริกาใต้ เขาใช้ปมชนิดหนึ่งแทนจำนวนหนึ่ง และให้ทุกคนท่องจำปมต่างๆ ให้เข้าใจตรงกันว่าเป็นจำนวนอะไร วิธีนี้มีชื่อว่า "กีปู" บางทีเขาใช้กีปูในการบันทึกเหตุการณ์บางอย่างด้วยเช่นกัน ส่วนเลขศูนย์...

Singing icebergs ภูเขาน้ำแข็งร้องเพลง

Image
  ภูเขาน้ำแข็งร้องเพลง ในปี 2005 นักวิทยาศาสตร์ของศูนย์สำหรับการวิจัยขั้วโลก Alfred-Wegener-Institut  พบว่าภูเขาน้ำแข็งสามารถร้องเพลงได้ แม้ว่าความถี่ของเสียงเหล่านี้จะต่ำเกินไปสำหรับหูของมนุษย์ แต่ก็สามารถบันทึกเสียงที่เกิดจากภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่ (30 x 50 กม.) ได้ที่สถานี Neumeyer ในแอนตาร์กติกา นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า เสียงดังกล่าวเกิดจากการเคลื่อนที่ของน้ำในรอยแยกของภูเขาน้ำแข็งภายใต้ความกดดันสูง สิ่งนี้นำไปสู่การสั่นสะเทือนของผนังน้ำแข็ง ซึ่งการสั่นสะเทือนเหล่านี้คล้ายกับการเกิดภูเขาไฟปะทุ (volcanics) มาก ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์หวังว่าจะสามารถใช้การสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวเหล่านี้เพื่อการคาดการณ์เวลาที่ดีขึ้นของการปะทุของภูเขาไฟในอนาคต ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์หลงใหลใน ภูเขาน้ำแข็ง มาหลายปีแล้ว เพราะพวกมันสง่างามและลึกลับ การค้นพบล่าสุดหลายครั้งที่เกี่ยวกับพวกมัน มีความสำคัญอย่างมากต่อการศึกษาชีววิทยาธรณีวิทยาและสิ่งแวดล้อม แต่การค้นพบว่า Icebergs ร้องเพลงได้ก็เป็นอย่างหนึ่งที่น่าประหลาดใจอย่างมาก